ผู้เขียน หัวข้อ: การเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร  (อ่าน 420 ครั้ง)

korpor

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 550
    • อีเมล์
การเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
« เมื่อ: 06 มิถุนายน, 2018, 02:52:44 PM »
               คุณขอคำปรึกษาเรื่องการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร จากบิดาชาวญี่ปุ่นของบุตร ซึ่งคุณมิได้         จดทะเบียนสมรสกับเขา และไม่เคยให้บิดาชาวญี่ปุ่นจดทะเบียนรับรองบุตร โดยขณะนี้เขามีถิ่นที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์แต่เดินทางเข้าในประเทศไทยเป็นครั้งคราว

korpor

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 550
    • อีเมล์
Re: การเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 06 มิถุนายน, 2018, 02:53:25 PM »
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ ขอเรียนแนะนำ ดังนี้
          ๑. คุณสามารถเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร จากบิดาชาวญี่ปุ่นได้ โดยจ้างทนายความฟ้องคดีต่อศาลขอให้บิดาชาวญี่ปุ่นรับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๗  เสียก่อน ดังบทบัญญัติที่กำหนดว่า
   “ มาตรา ๑๕๔๗ เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อ.......หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร”
   และต้องฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเข้าไปในคดีเดียวกัน โดยอาศัยข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๕๕ ที่กำหนดว่า
   “มาตรา ๑๕๕๕ การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายให้มีได้แต่ในกรณีต่อไปนี้---------------
    (๓) มีเอกสารของบิดาแสดงว่าเด็กนั้นเป็นบุตรของตน
    (๔) เมื่อปรากฏในทะเบียนคนเกิดว่าเด็กเป็นบุตรโดยมีหลักฐานว่าบิดาเป็นผู้แจ้งการเกิดหรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้ง นั้น
            -----------------
    (๗) เมื่อมีพฤติการณ์ที่รู้กันทั่วไปตลอดมาว่าเป็นบุตร -------ฯลฯ
   ทั้งนี้สำหรับการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปให้บิดาชาวญี่ปุ่นของบุตร แต่ทำงานประจำอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ และเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งคราวให้มาศาลสามารถส่งให้ได้ ถ้าพบตัวในประเทศไทย     ถ้าทราบที่อยู่ที่แน่นอน หรือสามารถส่งไปยังภูมิลำเนาอันเป็นสถานที่ทำงานประจำของเขาในประเทศฟิลิปปินส์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๘๓ ทวิ ซึ่งเป็นการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องตั้งต้นคดีให้แก่จำเลย ณ สำนักทำการงานของจำเลยนอกราชอาณาจักร หากทราบสถานที่ทำงานที่สามารถติดต่อได้อย่างแน่นอนเนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘ กำหนดว่า
   “มาตรา ๓๘ ถ้าบุคคลธรรมดามีถิ่นที่อยู่หลายแห่งซึ่งอยู่สับเปลี่ยนกันไป หรือมีหลักแหล่งที่ทำการงานเป็นปกติหลายแห่งให้ถือเอาแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น”
   อย่างไรก็ตามคุณต้องตระหนักว่า หากศาลพิพากษาให้บิดาชาวญี่ปุ่นของบุตรจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และเขาไม่ยินยอมจ่ายตามคำพิพากษาของศาลอีกทั้งคุณได้ดำเนินการขอหมายบังคับคดีจากศาลเพื่อบังคับเอาจากทรัพย์สินของเขานั้น คุณสามารถบังคับคดีได้เฉพาะกับทรัพย์สินของเขาในประเทศไทยเท่านั้น (ถ้าหากมี) คุณไม่สามารถนำหมายบังคับคดีของศาลไทยไปบังคับกับทรัพย์สินของเขาที่ตั้งอยู่ในประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศฟิลิปปินส์ได้เนื่องจากประเทศไทยยังไม่ได้เป็นภาคีสมาชิกของความตกลงระหว่างประเทศในเรื่องการยอมรับและการบังคับตามคำพิพากษาของศาลต่างประเทศในเรื่องทางแพ่งและพาณิชย์
   ดังนั้น สฝคป. จึงขอแนะนำให้คุณเจรจาขอความเห็นใจให้เขาเห็นแก่อนาคตของบุตร ในกรณีที่เขาไม่ยินยอมหรือไม่ยอมรับผิดชอบ คุณอาจส่งคำพิพากษาของศาลไทยในเรื่องการรับรองบุตรไปให้บิดามารดาของเขาที่ประเทศญี่ปุ่นเพื่อขอความเห็นใจให้ช่วยเจรจากับเขาในเรื่องการจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรโดยแปลคำพิพากษาเป็นภาษาญี่ปุ่นและผ่านการรับรองจากกองนิติกรณ์และสัญชาติ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้อาจขอคำแนะนำหรือความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศญี่ปุ่นผ่านกรมการกงสุลเพื่อดำเนินการดังกล่าวแทนคุณ
   ๒. กรณีเรื่องปัญหาเกี่ยวกับเอกสารนั้น หากฝ่ายบิดาชาวญี่ปุ่นของบุตรไม่ยินยอมรับผิดชอบ มีทางแก้ไขที่ สฝคป. ขอแนะนำคุณคือ เนื่องจากคุณมิได้จดทะเบียนสมรสกับสามีชาวญี่ปุ่นดังกล่าว ดังนั้นตามกฎหมายบุตรที่เกิดจึงเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของคุณแต่เพียงฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๔๖ ที่กำหนดว่า
   “มาตรา ๑๕๔๖ เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายหญิงนั้น”
   ดังนั้นคุณจึงมีอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวและมีอำนาจที่จะให้บุตรเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของคุณแทนนามสกุลของบิดาชาวญี่ปุ่นของบุตรได้ โดยต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติชื่อบุคคล     พ.ศ.๒๕๐๕ (แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติชื่อบุคคล(ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๔๘) ที่กำหนดว่า
   “มาตรา ๑๑ ผู้จดทะเบียนตั้งชื่อสกุลจะอนุญาตให้ผู้มีสัญชาติไทยผู้ใดร่วมใช้ชื่อสกุลของตนก็ได้ โดยยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องที่ในท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
   การอนุญาตตามมาตรานี้ จะสมบูรณ์ต่อเมื่อนายทะเบียนท้องที่ได้ออกหนังสือสำคัญแสดงการอนุญาตให้ใช้ชื่อสกุลให้แก่ผู้ที่จะใช้ชื่อสกุลนั้น
   ในกรณีที่ผู้จดทะเบียนตั้งชื่อสกุลตายแล้ว ให้ผู้สืบสันดานของผู้จดทะเบียนตั้งชื่อสกุลในลำดับที่ใกล้ชิดที่สุดซึ่งยังมีชีวิตอยู่และใช้ชื่อสกุลนั้นมีสิทธิอนุญาตตามวรรคหนึ่ง”
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ