ผู้เขียน หัวข้อ: หย่าสามีชาวอังกฤษ  (อ่าน 273 ครั้ง)

Pam

  • Guest
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 1
    • อีเมล์
หย่าสามีชาวอังกฤษ
« เมื่อ: 20 เมษายน, 2018, 04:36:52 PM »
แยกกันอยู่กับสามีประมาณ 4 ปี เนื่องด้วยภาระหน้าที่ แต่ติดต่อทาง line ส่งของขวัญและโทรคุยกันในวันสำคัญตลอด ระยะเวลา 4 ปี จนปลายปีที่ผ่านมามีหญิงชาวอังกฤษส่งภาพสามีมีเพศสัมพันธ์พร้อมทั้งบอกว่าสามีอยู่กับเธอมา 3 ปี หลังทราบเรื่องสามียอมรับ และขอให้อภัย ดิฉันขอหย่า แต่สามีไม่ยอม เหตุการณ์ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สามีส่งเมล์มาแจ้งว่ายอมหย่า..จะให้ดำเนินการอย่างไร แต่ดิฉันจะต้องคืนเงินทั้งหมดที่อยู่เมืองไทยเงินสด + บัญชีชื่อสามีแต่เซ็นใบถอนเงินไว้มห้ราว 2 ล้านบาท ถึงจะยอมหย่า ดิฉันไม่ต้องการคืนเงินเพราะถือว่ากระทำความผิดต่อดิฉัน ที่ลักลอบเป็นชู้ ฝ่ายหญิงมีลูกกับ boyfriend แต่ก็ยังมีเพศสัมพันธ์ จนเลิกกับ boyfriend ทีสำคัญสามีเคยเขียนไว้ในกระดาษด้วยลายมือพร้อมทั้งให้จนท.ในที่ทำงานดิฉันเซ็นว่าทุกอย่างที่เมืองไทยยกให้ดิฉัน พร้อมทั้งให้ดิฉันมีสิทธิ์ตัดสินใจโดยเด็ดขาด ขอคำแนะนำด้วยค่ะ ว่า1.จำเป็นต้องฟ้องหย่าหรือสามารถหย่าได้โดยดิฉันมีสิทธิ์ในทรัพย์สินของเขาหรือไม่อย่างไร2. สามารถดำเนินการหย่าได้อย่างไรโดยที่ไม่ต้องพบเจอกันอีก 3.เอกสารที่สามีต้องเซ็นเป็นภาษาอังกฤษในการดำเนินการหย่า สามารถ download ได้ที่ไหนคะ 4. หากตีองดำเนินการฟ้องร้องเพื่อให้ได้ทรัพย์สินสามารถติดต่อหน่วยงานใดในการดำเนินการ
ขอบพระคุณค่ะ
Pam

korpor

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 504
    • อีเมล์
Re: หย่าสามีชาวอังกฤษ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 07 พฤษภาคม, 2018, 11:21:49 AM »
           กรณีตามข้อเท็จจริงที่คุณเล่ามา  การที่สามีคุณอยู่กินฉันสามีภริยากับหญิงอื่นนั้นถือเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  1516  (1) ซึ่งวางหลักไว้ว่า  “สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา  เป็นชู้หรือมีชู้หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ  อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้”  และตามกฎหมายครอบครัวอังกฤษ หรือ Divorce and Grounds for Devorce เหตุในการฟ้องหย่ามี 4ประเภท ดังนี้
1. Unreasonable behaviour คือ การปฏิบัติตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามี ภริยากัน
2. Adulteryคืออีกฝ่ายหนึ่งนอกใจไปมีความสัมพันธ์กับชายหรือหญิงอื่น
3. Separation  คือการแยกกันอยู่ 2 ปีขึ้นไป
4. Desertion คือ อีกฝ่ายหนึ่งจงใจทิ้งล้างอีกฝ่ายหนึ่งอย่างน้อย 2 ปีขึ้นไป   
          ดังนั้นในกรณีตามข้อเท็จจริงที่คุณอ้างว่าสามีของคุณมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงอื่นคุณจึงสามารถฟ้องหย่าได้ทั้งตามกฎหมายไทยและกฎหมายอังกฤษ  โดยเมื่อมีการฟ้องหย่าแล้วคุณก็ไม่จำต้องไปตกลงกับสามีตามที่สามียื่นข้อเสนอว่าถ้าคุณยอมคืนเงินทั้งหมดที่มีในเมืองไทยประมาณ 2 ล้านบาทสามีจะยอมหย่าให้  เพราะการหย่าดังกล่าวเป็นการหย่าโดยความยินยอม  และเมื่อคุณฟ้องหย่าแล้วคุณสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีได้โดยมีคำขอท้ายฟ้องไปพร้อมกับคำฟ้องหย่าได้  ทั้งยังสามารถเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวได้
           เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้หย่ากันแล้ว  ทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสนั้นต้องแบ่งกันให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน  เว้นแต่คุณและสามีจะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
           ในการยื่นฟ้องหย่าสามีนั้น  คุณสามารถยื่นฟ้องหย่าได้ในประเทศไทยโดยยื่นฟ้องต่อศาลที่คุณมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลนั้นและในการยื่นฟ้องหย่านั้นคุณจำเป็นต้องว่าจ้างทนายความดำเนินการให้  ส่วนเอกสารสำคัญที่ต้องใช้ในการหย่านั้น  คือ  สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน  สำเนาทะเบียนบ้าน  ใบสำคัญการสมรส(ถ้าเป็นภาษาอังกฤษควรจะแปลเป็นภาษาไทยโดย Translation Service  ที่ได้รับอนุญาต)และสำเนาพาสปอร์ตของสามีของคุณ   โดยขั้นตอนของการดำเนินกระบวนพิจารณานั้น  เมื่อคุณได้ยื่นฟ้องสามีแล้วศาลก็จะส่งสำเนาคำฟ้องไปยังภูมิลำเนาของสามีของคุณเพื่อให้ยื่นคำให้การแก้คดี   แต่หากสามีของคุณไม่มายื่นคำให้การก็ถือว่าเขาขาดนัดยื่นคำให้การ  กรณีนี้ศาลก็สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวได้ 
           ส่วนในกรณีที่คุณบอกว่า  สามีของคุณได้เขียนไว้ในกระดาษด้วยลายมือพร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่ในที่ทำงานของคุณเซ็นต์ว่าทุกอย่างที่เมืองไทยยกให้คุณ  พร้อมทั้งให้คุณมีสิทธิตัดสินใจโดยเด็ดขาดนั้น  เห็นว่าก่อนอื่นคุณต้องทราบก่อนว่าทรัพย์สินดังกล่าวสามีคุณได้มาก่อนหรือหลังการสมรส  เพราะถ้าได้มาก่อนการสมรสทรัพย์สินนั้นย่อมเป็นสินส่วนตัว  ซึ่งถ้าเป็นสินส่วนตัวสามีของคุณก็สามารถทำหนังสือยกทรัพย์สินดังกล่าวให้คุณได้และกรณีนี้ต้องนำหลักกฎหมายเรื่องการให้มาใช้บังคับ  โดยมีหลักว่าการให้จะสมบูรณ์ต่อเมื่อมีการส่งมอบทรัพย์สินที่ให้นั้นแล้ว  ซึ่งในกรณีนี้ยังไม่มีการส่งมอบทรัพย์สิน  การให้จึงยังไม่สมบูรณ์  แต่หากทรัพย์สินดังกล่าวได้มาภายหลังสมรสแล้วก็ย่อมเป็นสินสมรสซึ่งมีผลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  1469  ที่บัญญัติไว้ว่า  “สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินใดที่สามีภริยาได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันนั้น  ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันอยู่หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้  แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต”  กรณีตามข้อเท็จจริงการที่สามีของคุณได้ติดต่อคุณทางอีเมลล์ว่า จะขอคืนเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในเมืองไทย  เงินสด+บัญชีชื่อสามีเป็นจำนวน  2  ล้านบาทนั้น  จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่สามีของคุณได้ทำการบอกล้างการให้ทรัพย์สินดังกล่าวแล้ว  ดังนั้นเมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่คุณแจ้งมาดังกล่าวประกอบกับตัวบทกฎหมายแล้ว  จึงเห็นว่าการที่สามีเคยเขียนไว้ในกระดาษว่ายกทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ในเมืองไทย  ให้คุณมีสิทธิเพียงคนเดียว  จึงไม่สามารถใช้บังคับได้เพราะสัญญาดังกล่าวถูกบอกล้างแล้ว
           อย่างไรก็ดีหากฟังได้ว่า  เงินสดและเงินในบัญชีนั้นเป็นสินสมรส  คุณก็มีสิทธิในเงินนั้นครึ่งหนึ่ง 
หากท่านมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม  สามารถมาพบพนักงานอัยการด้วยตนเองได้ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ  สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน  สำนักงานอัยการสูงสุด  อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์  ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ      80 พรรษา  5 ธันวาคม  2550  เลขที่  120  หมู่ที่ 3 ชั้น 2 ถนนแจ้งวัฒนะ  แขวงทุ่งสองห้อง  เขตหลักสี่   กรุงเทพฯ  10210  โทรศัพท์  0 2142 1532-3  โทรสาร  0 2143 9179

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 พฤษภาคม, 2018, 11:23:32 AM โดย korpor »