ผู้เขียน หัวข้อ: อำนาจปกครองบุตร/ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา  (อ่าน 122 ครั้ง)

korpor

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 466
    • อีเมล์
               ตามที่คุณได้สอบถามเกี่ยวกับวิธีดำเนินการเพื่อขอให้ศาลสั่งให้คุณมีอำนาจปกครองบุตร และการเรียกคืนทรัพย์สินระหว่างคุณกับอดีตสามีซึ่งได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยบิดามีอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว

korpor

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 466
    • อีเมล์
Re: อำนาจปกครองบุตร/ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 24 มกราคม, 2018, 03:11:21 PM »
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ (สฝคป.) ขอเรียนให้คุณทราบตามประเด็นคำถาม ดังนี้
   ๑. คุณมีความประสงค์จะได้ทรัพย์สินเดิมของคุณคืนจากอดีตสามี สามารถทำได้หรือไม่และดำเนินการอย่างไร เนื่องจากเดิมคุณมีทรัพย์สินเป็นรถยนต์ ที่นา และทองหมั้น ภายหลังสมรสได้ขายทรัพย์สินทั้งหมด และได้สร้างบ้านบนที่ดินของสามี ลงทุนปลูกยางพาราบนที่ดินที่เป็นมรดกของสามี ซื้อรถยนต์คันใหม่ แต่ในขณะที่จดทะเบียนหย่าเจ้าหน้าที่บันทึกว่าไม่มีทรัพย์สินร่วมกัน เพราะคุณและสามีตกลงกันด้วยวาจาว่าจะยกทรัพย์สินทั้งหมด (บ้าน สวนยาง รถยนต์) ให้แก่ลูก
   ขอเรียนว่า ในเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา จะต้องพิจารณาแยกสินส่วนตัวและสินสมรสออกจากกันเสียก่อน
จากข้อเท็จจริงได้ความว่าคุณได้ขายทรัพย์สินที่เป็นสินส่วนตัว (รถยนต์ ที่นา และทองหมั้น) ทั้งหมดแล้ว สินส่วนตัวจึงสิ้นไป เว้นแต่ สินส่วนตัวนั้นได้เปลี่ยนเป็นทรัพย์อย่างอื่น ตามมาตรา ๑๔๗๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “สินส่วนตัวนั้น ถ้าได้แลกเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินอื่นก็ดี ซื้อทรัพย์สินอื่นมาก็ดีหรือขายได้เป็นเงินมาก็ดี ทรัพย์สินอื่นหรือเงินที่ได้มานั้นเป็นสินส่วนตัว” ซึ่งในกรณีนี้คุณมีหน้าที่พิสูจน์ว่าเงินหรือทรัพย์สินใดที่ได้มาหรือแลกเปลี่ยนมาจากสินส่วนตัว หากพิสูจน์ได้เช่นนั้นเงินหรือทรัพย์สินย่อมเป็นสินส่วนตัวที่คุณสามารถเรียกคืนได้ในฐานะเจ้าของทรัพย์ ส่วนทรัพย์สินใดที่ไม่ใช่สินส่วนตัวหากได้มาระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรส และในกรณีที่เป็นการไม่แน่ว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส หากฝ่ายใดกล่าวอ้างว่าเป็นสินส่วนตัวก็มีหน้าที่ในการนำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริง (กรณีฟ้องคดีต่อศาลขอแบ่งสินสมรส)
   กรณีบ้านที่สร้างบนที่ดินของสามี ที่ดินของสามีได้มาโดยทางมรดกจึงเป็นสินส่วนตัวของสามี ส่วนตัวบ้านซึ่งคุณและสามีสร้างร่วมกันระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรส (เฉพาะตัวบ้านไม่รวมที่ดิน)
   สวนยางพาราที่ซื้อระหว่างสมรส ถือเป็นสินสมรส
   รถยนต์คันใหม่ที่ซื้อภายหลังสมรส เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสเช่นกัน
   อย่างไรก็ตาม การที่คุณและสามีได้ตกลงกันยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่บุตรทั้ง ๒ คน อันมีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ แม้ตกลงกันด้วยวาจาก็มีผลผูกพันคู่สัญญาและบังคับได้ตามกฎหมาย และหากบุตรทั้งสองคนได้แสดงเจตนาว่าจะถือเอาประโยชน์ตามสัญญานั้นแล้ว สิทธิของบุตรทั้งสองคนย่อมเกิดขึ้น ในที่นี้หมายถึง ทรัพย์สินทั้งหมดย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ กรณีที่ผู้รับประโยชน์ตามสัญญาเป็นผู้เยาว์ ผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ (บิดา) สามารถแสดงเจตนาเข้าถือเอาประโยชน์นั้นแทนบุตรผู้เยาว์ได้ และเมื่อได้แสดงเจตนาดังนั้นแล้วสัญญาจะเพิกถอนไม่ได้ ส่วนกรณีว่าพฤติการณ์อย่างไรที่ถือว่าผู้รับประโยชน์ได้แสดงเจตนาถือเอาประโยชน์ตามสัญญาแล้วหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาพฤติการณ์เป็นรายกรณีไป (หากเป็นคดีในศาล คู่ความมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบตามข้ออ้างของตน)
 
   ๒. การยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งให้คุณมีอำนาจปกครองบุตร ใช้เวลาดำเนินการเป็นระยะเวลาเท่าใด
   สำหรับการยื่นฟ้องคดีต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งให้คุณเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรทั้งสองคน ซึ่งเดิมสามีคุณเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวตามข้อตกลงการหย่า เป็นกรณีการขอเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรตามมาตรา ๑๕๒๑ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่บัญญัติว่า “ถ้าปรากฏว่าผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองตามมาตรา ๑๕๒๐ ประพฤติตนไม่สมควร หรือภายหลังพฤติการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลมีอำนาจสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองโดยคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ” ดังนั้น ในกรณีที่คุณประสงค์จะให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรจากสามีเป็นคุณแทนนั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า (๑) ผู้ใช้อำนาจปกครองคนเดิม คือ สามี ประพฤติตนไม่สมควร เช่น มีความประพฤติชั่วร้าย ไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดูแก่บุตรตามสมควร หรือมีเหตุไม่สมควรประการอื่น หรือ (๒) มีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป เช่น ความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดูหรือการให้การศึกษาแก่บุตรของผู้ใช้อำนาจปกครอง เป็นต้น ซึ่งเหตุตามกฎหมายทั้ง ๒ กรณีจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป อีกทั้ง การที่ศาลจะมีคำสั่งสั่งให้เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรหรือไม่นั้นจะต้องคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรเป็นสำคัญ โดยสามารถการยื่นคำฟ้องคดีขอเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร สามารถยื่นได้ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวที่คุณมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล
   อย่างไรก็ตาม คุณอาจพูดคุยตกลงกับอดีตสามีเพื่อขอมีอำนาจปกครองบุตรร่วมกันได้ แล้วขอให้ศาลสั่งให้มีอำนาจปกครองบุตรร่วมกัน และให้เขาให้ความยินยอมในการพาบุตรไปอยู่ที่ประเทศเยอรมนีกับคุณได้อีกทางหนึ่ง
   สำหรับการดำเนินคดีจะใช้ระยะเวลานานเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับว่าคดีมีความซับซ้อนหรือไม่ พยานหลักฐานของคู่ความที่นำมาสืบในคดีมีมากน้อยเพียงใด เป็นต้น จึงไม่อาจทราบได้เป็นการแน่นอนว่าในแต่ละคดีจะต้องใช้ระยะเวลาเท่าใดจึงจะมีคำพิพากษาหรือคำตัดสินของศาล

   ๓. กรณียื่นฟ้องศาลเรื่องอำนาจปกครองบุตร สามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในคดีเดียวกันได้หรือไม่
   การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้น สามารถเรียกในคดีฟ้องขอเปลี่ยนอำนาจปกครองบุตรได้ เนื่องจากบิดายังคงมีหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรร่วมกันอยู่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๘๔ บัญญัติว่า “การที่ ผู้ใช้อำนาจปกครองถูกถอนอำนาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมด ไม่เป็นเหตุให้ผู้นั้นพ้นจากหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ตามกฎหมาย” ดังนั้น คุณจึงสามารถขอให้ศาลสั่งในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูไปในคดีเดียวกันได้

   ๔. การขอวีซ่าเพื่อพาบุตรทั้งสองคนไปอยู่ด้วยที่ประเทศเยอรมนี
   ในกรณีที่คุณต้องการพาบุตรต่างชาติที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะติดตามไปอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนีจะต้องยื่นวีซ่าเพื่อนำบุตรไปพำนักในเยอรมนี โดยแสดงหลักฐาน ได้แก่
   (๑) หนังสือเดินทางฉบับจริงที่ยังมีอายุการใช้งานพร้อมสำเนา ๒ ฉบับ
   (๒) รูปถ่าย ๒ ใบ
   (๓) กรอกแบบฟอร์มการขอวีซ่า
   (๔) สูติบัตรไทยที่ผ่านการรับรองไม่ปลอมแปลงแล้ว โดยสถานทูตฯ และคำแปลภาษาเยอรมันพร้อมสำเนา ๒ ชุด
   (๕) สำเนาทะเบียนบ้านไทยที่ผ่านการรับรองไม่ปลอมแปลงและคำแปลภาษาเยอรมัน
   (๖) หลักฐานเอกสารของไทยซึ่งแสดงว่าเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรและคำแปลภาษาเยอรมัน (เพื่อให้คำตัดสินเรื่องอำนาจปกครองบุตรจากศาลในไทยเป็นที่ยอมรับ ในคำพิพากษาของศาลต้องระบุด้วยว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน ได้แก่ ผู้มีอำนาจปกครองทั้งก่อนและหลังการพิพากษาและเด็กได้เข้าฟังและได้รับการไต่สวนในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาด้วย)
   (๗) สำเนาหนังสือเดินทางของบิดาหรือมารดาผู้มีอำนาจปกครองบุตรซึ่งบุตรประสงค์จะไปพำนักอยู่ด้วย กรณีบิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศเยอรมนีต้องแสดงสำเนาวีซ่าที่ได้อนุญาตให้พำนักด้วย ๒ ชุด

   ๕. ค่าทนายความในการดำเนินการสำหรับการยื่นฟ้องคดีและการอื่นๆนั้น เป็นสัญญาว่าจ้างและสัญญาตั้งตัวแทนอย่างหนึ่ง การจ่ายค่าตอบแทนอย่างไรและเป็นจำนวนเท่าใดจึงขึ้นอยู่กับการตกลงกันเองระหว่างคุณกับทนายความ

   อนึ่ง ในกรณีที่คุณประสงค์จะปรึกษากับพนักงานอัยการด้วยตนเองเพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น คุณสามารถเดินทางมาขอรับคำปรึกษาได้ที่ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด เลขที่ ๑๒๐ ชั้น ๒ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ หรือโทรมาสอบถามได้ที่ หมายเลข ๐๒–๑๔๒-๑๕๓๓ – ๔ ในวันและเวลาราชการ ๐๘.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. โดยนำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาด้วย


สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ