ผู้เขียน หัวข้อ: ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากถูกรถชนและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน  (อ่าน 8124 ครั้ง)

Administrator

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 412
    • อีเมล์
ผู้ร้องฯ ประสบอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ไปเฉี่ยวชนประตูหลังของรถแท็กซี่ ซึ่ง นางสาว ก. ชาวออสเตรเลีย เปิดประตูรถคันดังกล่าว เพื่อจะลงจากรถ เป็นเหตุให้ผู้ร้องฯ ได้รับบาดเจ็บบริเวณขาด้านขวา เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลกลาง 
เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลแขวง ผู้ร้องฯ ได้แถลงต่อศาลว่าไม่ประสงค์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมจากคนขับรถแท็กซี่ ซึ่งตกเป็นจำเลยในความผิดฐานขับรถโดยประมาทไม่ชิดขอบทางปล่อยให้ผู้โดยสารลงจากรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย และ ผู้ร้องฯ ได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยแล้วเป็นเงินจำนวน 70,000 บาท  ส่วนนางสาว ก.  ซึ่งหลบหนีกลับไปประเทศออสเตรเลียในวันรุ่งขึ้นหลังจากวันเกิดเหตุ ศาลได้ออกหมายจับไว้แล้ว
ผู้ร้องฯ ขอคำปรึกษาเรื่องการดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากนางสาว ก. 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 25 สิงหาคม, 2015, 11:38:01 AM โดย Aibaeiba »

Administrator

  • Administrator
  • Sr. Member
  • *****
  • กระทู้: 412
    • อีเมล์
ในส่วนของคดีอาญา ศาลได้มีการออกหมายจับ นางสาว ก. แล้ว ฉะนั้น เมื่อนางสาว ก.                   เดินทางกลับเข้ามาประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยสามารถจับกุม นางสาว ก. มาดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายไทยได้ นอกจากนี้ประเทศไทยและประเทศออสเตรเลีย แม้มิได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันโดยตรง แต่ประเทศออสเตรเลีย    เป็นประเทศในเครือจักรภพของประเทศสหราชอาณาจักรแห่ง      บริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งสามารถใช้ประกาศสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนกันในระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษ ร.ศ. 129 บังคับได้ อย่างไรก็ตาม คดีกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายนี้ไม่ใช่การกระทำความผิดโดยเจตนาและเป็นเพียงคดีความผิดลหุโทษ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท โดยการกระทำความผิดที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามประกาศสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนดังกล่าวนี้ ต้องเป็นคดีความผิดอาญาที่หนักกว่าลหุโทษ และต้องเป็นคดีความผิดที่กระทำโดยเจตนา ดังนั้น คดีกระทำความผิดโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตามที่ นางสาว ก. เป็นผู้ต้องหานี้จึงไม่สามารถส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามประกาศดังกล่าวได้
1. ในส่วนการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งกับนางสาว ก. นั้น ได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบว่า         คำพิพากษาของศาลไทยจะใช้บังคับเอากับทรัพย์สินของนางสาว ก. ในประเทศออสเตรเลีย        ไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียไม่ได้ทำความตกลงระหว่างประเทศในเรื่อง     การยอมรับและบังคับตามคำพิพากษาของศาลระหว่างประเทศในเรื่องทางแพ่งและพาณิชย์ และ นางสาว ก. ไม่มีทรัพย์สินใดๆ ในประเทศไทย เนื่องจากเป็นเพียงนักท่องเที่ยว
ผู้ร้องฯ ได้รับทราบการให้คำปรึกษาในเรื่องดังกล่าวแล้ว และแจ้งว่าไม่ประสงค์จะฟ้องเรียกร้อง  ค่าสินไหมทดแทนทางแพ่งกับ นางสาว ก. ในประเทศไทย เพราะเห็นว่าการเรียกร้อง  ค่าเสียหายกับนางสาว ก. ถึงแม้ผู้ร้องฯ จะชนะคดีก็ไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด แต่จะเป็นการเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีความตกลงเรื่องการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลไทยในต่างประเทศ          
   2. ตามที่สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยได้เคยรับเรื่องฯ ของผู้ร้องฯ ไว้ ก่อนหน้านี้แล้ว และแจ้งว่าหากผู้ร้องฯ ประสงค์จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนกับ นางสาว ก. ให้จ้างทนายความฟ้องร้องนางสาว ก. ในประเทศออสเตรเลีย ผู้ร้องฯ ได้แจ้งว่า ผู้ร้องฯ ไม่ประสงค์จ้างทนายความฟ้องร้องนางสาว ก. ในประเทศออสเตรเลีย เพราะเสียค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และผู้ร้องฯ ไม่ประสงค์จะติดใจเอาความจนถึงต้องไปฟ้องร้องที่ต่างประเทศ