ผู้เขียน หัวข้อ: การเกณฑ์ทหาร  (อ่าน 141 ครั้ง)

korpor

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 545
    • อีเมล์
การเกณฑ์ทหาร
« เมื่อ: 19 ตุลาคม, 2018, 02:04:18 PM »
                คุณขอคำปรึกษาเรื่องเกณฑ์ทหารของบุตรชายซึ่งถือ ๒ สัญชาติ หมายรวมถึงสัญชาติไทย โดยให้ข้อเท็จจริงว่า ปัจจุบันบุตรชายอายุ ๑๙ ปี เกิดปี พ.ศ.๒๕๔๒ อยู่ในความดูแลของมารดา และมีการหย่ากับบิดาของบุตรชายตามกฎหมายสวิสเซอร์แลนด์ แต่ไม่มีใบสำคัญการหย่าของประเทศไทย และตอนแจ้งเกิดได้นำชื่อบุตรชายเข้าทะเบียนบ้านบิดา ซึ่งตอนนี้บิดาไม่ได้ติดต่อกันเลยหากคุณไปแจ้งเรื่องการเกณฑ์ทหารที่อำเภอที่คุณแจ้งได้หรือไม่ ขณะนี้บุตรชายกำลังศึกษาต่อและทำงานเป็นทหารที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จึงไม่สามารถเดินทางมาประเทศไทยได้ในตอนนี้ แม่สามารถไปแจ้งเรื่องเกณฑ์ทหารที่อำเภอได้หรือไม่ หรือจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการเกณฑ์ทหารที่ประเทศไทย และถ้าผ่อนผันการเกณฑ์ทหารต้องทำอย่างและเตรียมเอกสารอะไรบ้าง นั้น

korpor

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 545
    • อีเมล์
Re: การเกณฑ์ทหาร
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 19 ตุลาคม, 2018, 02:06:14 PM »
การที่บุตรชายของคุณยังไม่ได้สละสัญชาติไทยโดยถือ ๒ สัญชาติ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศขอเรียนว่า บุตรชายคุณถือว่าเป็นชายที่มีสัญชาติไทย มีหน้าที่เกณฑ์ทหารตามพระราชบัญญัติรับราชการ พ.ศ.๒๔๙๗ ต้องปฏิบัติดังนี้
      ๑) ลงบัญชีทหารกองเกิน
                   เมื่อมีอายุครบ ๑๗ ปีบริบูรณ์ หรือย่างเข้าสิบแปดปี  ให้ไปแสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกินการลงบัญชีทหารกองเกิน ตามมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.๒๔๙๗  คือการทำทะเบียนหลักฐานอย่างหนึ่งเช่นเดียวกับการทำทะเบียนบ้านเหมือนกัน  แต่ทำเพื่อความมุ่งหมายคนละอย่าง  การทำบัญชีทหารกองเกิน ทำเพื่อให้เป็นหลักฐานสำหรับเรียกเข้าเป็นทหาร   การไปลงบัญชีทหารกองเกินควรนำบัตรประจำตัวและสูติบัตร (ใบเกิด) พร้อมด้วยทะเบียนบ้าน ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ด้วย  ทั้งนี้เพื่อเจ้าหน้าที่สัสดีอำเภอจะได้ทำการตรวจสอบว่าเป็นผู้มีสัญชาติไทยตามกฎหมายหรือไม่  เมื่อทำคำร้องแล้วเจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบกับทะเบียนบ้านอีกครั้งหนึ่งถ้าหลักฐานตรงกันและปรากฏว่าเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทยโดยแน่นอนแล้ว ก็จะออกใบสำคัญ (แบบ ส.ด.๙) ให้ต่อไป   ถ้าบังเอิญใบสำคัญหมด เจ้าหน้าที่ก็จะออกใบรับ (แบบ สด.๑๐) ให้เป็นหลักฐานไว้ก่อนแล้วนัดวันให้มารับใบสำคัญต่อไป
      หากผู้ใดไม่สามารถไปขึ้นทะเบียนทหารกองเกินด้วยตนเองได้ต้องให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้ไปแจ้งแทน
      “แต่กรณีที่บุคคลซึ่งยังมิได้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอพร้อมกับคนชั้นปีเดียวกันเพราะเหตุใด ๆ ก็ดี ถ้าอายุยังไม่ถึงสี่สิบหกปีบริบูรณ์ให้ปฏิบัติทำนองเดียวกับ มาตรา ๑๖ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สามารถจะปฏิบัติได้ แต่จะให้ผู้อื่นแจ้งแทนไม่ได้ต้องไปด้วยตนเองเท่านั้น ตามมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.๒๙๔๗”
      “วิธีนับอายุ ถ้าเกิดพุทธศักราชใดให้ถือว่ามีอายุครบหนึ่งปีบริบูรณ์ เมื่อสิ้นพุทธศักราชที่เกิดนั้น ส่วนการนับอายุต่อไปให้นับแต่เฉพาะปีที่สิ้นพุทธศักราชแล้ว ถ้าไม่ปรากฏปีเกิดให้นายอำเภอท้องที่เป็นผู้กำหนด ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง      
   สถานที่ที่ต้องไปแสดงตนขอลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ต้องไปแสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่เป็นภูมิลำเนา ดังนี้
   (๑) บุคคลซึ่งบิดายังมีชีวิตอยู่หรือถ้าบิดาถึงแก่กรรมแล้ว มารดายังมีชีวิตอยู่ หรือถ้าทั้งบิดาและมารดาถึงแก่กรรมแล้วมีผู้ปกครองให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่บิดาหรือมารดาหรือผู้ปกครองมีภูมิลำเนาแล้วแต่กรณี
   (๒) บุคคลซึ่งเกิดนอกสมรสและ บิดามิได้จดทะเบียนรับรองบุตร หรือถ้ามารดาถึงแก่กรรมแล้วมีผู้ปกครอง ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่มารดา หรือผู้ปกครองมีภูมิลำเนาแล้วแต่กรณี
   (๓) บุคคลนอกจากที่กล่าวใน (๑) และ (๒) หรือบุคคลที่ไม่อาจลงบัญชีทหารกองเกินตาม (๑) หรือ (๒) ได้ไม่ว่าด้วยกรณีใดก็ตามลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอท้องที่ที่ บุคคลนั้นมีภูมิลำเนา ถ้าบุคคลนั้นไม่ปรากฏภูมิลำเนาก็ให้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอ ท้องที่ที่พบตัวบุคคลนั้น
      ๒) รับหมายเรียกหรือรับหมายเกณฑ์
      ทหารกองเกินเมื่อมีอายุย่างเข้า ๒๐ ปี ในพ.ศ ใดต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกที่อำเภอท้องที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาทหารของตนภายใน พ.ศ.นั้น ตามมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.๒๔๙๗ และวิธีการมอบหมายเรียกหรือส่งหมายเรียกที่นายอำเภอได้ออกเตรียมไว้นั้นให้ถึงมือผู้รับ คือ
   วิธีที่ ๑. การมอบหมายเรียกให้คนที่มีอายุย่างเข้า ๒๑ ปีนั้น กฎหมายบังคับให้ไปรับหมายเรียกด้วยตนเอง ณ อำเภอท้องที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาทหาร เริ่มไปรับได้ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิ้นเดือนธันวาคม ของปีที่มีอายุย่างเข้า ๒๑ ปี
    วิธีที่ ๒. การมอบหมายเรียกให้ทหารกองเกินที่มีอายุ ๒๒-๒๙ ปีบริบูรณ์ ซึ่งต้องไม่เคยเข้าตรวจเลือก (เกณฑ์ทหาร) หรือเป็นหลีกเลี่ยง ไม่มารับการเกณฑ์ในปีก่อน ๆ หรือพ้นจากฐานะการยกเว้นหรือผ่อนผันหรือได้รับการผ่อนผันเนื่องจากเป็นนิสิต นักศึกษา นักเรียน หรือผู้ที่จำเป็นต้องหาเลี้ยงบิดาหรือมารดา หรือบุตร หรือคณะกรรมการตรวจเลือกมีความเห็นว่าป่วยรักษาไม่หายภายใน ๓๐ วันในปีที่ผ่านมานั้น โดยเริ่มไปรับได้ตั้งแต่วันที่พ้นจากฐานะดังกล่าว จนถึงสิ้นเดือนธันวาคมของปีที่พ้นจากฐานะเช่นนั้น
       สำหรับผู้ที่ไม่สามารถจะไปรับหมายเรียกด้วยตนเองได้ โดยให้ผู้ซึ่งบรรลุนิติภาวะและพอจะเชื่อถือได้ไปรับหมายเรียกแทน ถ้าพ้นกำหนดแล้วตัวไม่ไปรับหมายเรียกด้วยตนเองและไม่จัดให้ผู้แทนไปรับแทนด้วย ถือว่าผู้นั้นหลีกเลี่ยงขัดขืนมีความผิดตามมาตรา  ๔๔ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๓๐๐ บาท หรือจำคุกไม่เกิน ๓ เดือนหรือทั้งปรับทั้งจำ แต่ถ้าก่อนที่เจ้าหน้าที่ยกเรื่องขึ้นพิจารณาความผิด บุคคลนั้นได้มาขอรับหมายเรียกเสียก่อนอาจจะเป็นตัวไปขอรับหมายเรียกเองหรือให้บุคคลอื่นไปรับแทนตนระวางโทษลดลงมาเหลือปรับไม่เกิน ๑๐๐ บาท หรือจำคุก ไม่เกิน ๑ เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับกรณีที่กฎหมายกำหนดว่า “ก่อนที่เจ้าหน้าที่ยกเรื่องขึ้นพิจารณาความผิดบุคคลนั้นได้มาขอลงบัญชีทหารกองเกิน หรือขอลงบัญชีทหารกองเกินใหม่ หรือมาขอรับ    หมายเรียกที่อำเภอด้วยตนเอง หรือให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้มาแทนตน แล้วแต่กรณี” นั้น สำหรับผู้ที่มาด้วยตนเองไม่มีปัญหาอะไรคงส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีได้ (สำหรับกรณีที่ให้      ผู้อื่นมาแทนนั้น คงจะส่งตัวผู้แทนให้พนักงานให้สอบสวนดำเนินคดีไม่ได้  นายอำเภอคงต้องรับคำร้อง และสอบสวนผู้แทนให้ทราบสาเหตุที่เจ้าตัวมาไม่ได้และชี้แจงให้เจ้าตัวมาแสดงตนโดยด่วนเมื่อสาเหตุที่มาด้วยตัวเองไม่ได้หมดไป)
      ๓) เข้ารับการตรวจเลือก
      ทหารกองเกินที่ได้รับหมายเรียกแล้วต้องไปเข้ารับการตรวจเลือกตามกำหนดในหมายเรียกนั้น และต้องนำใบสำคัญทหารกองเกิน บัตรประจำตัวประชาชน และประกาศนียบัตรหรือหลักฐานการศึกษาวิชาต่าง ๆ ไปแสดงด้วย แต่การบังคับในเรื่องให้นำหลักฐานไปด้วยนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญถึงแม้ไม่นำไปด้วยก็ไม่มีความผิดแต่อย่างใด    นอกจากถูกตัดสิทธิเรื่องการ ลดหย่อนเวลารับราชการในกองประจำการเท่านั้น เรื่องสำคัญก็คือว่าตัวต้องไปเข้ารับการตรวจเลือกตามกำหนดในหมายเรียกนั้น ถ้าไม่ไปถือว่าหลีกเลี่ยงขัดขืนมีความผิดตามมาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.๒๔๙๗ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี และมีแต่โทษจำคุกอย่างเดียวไม่มีโทษปรับด้วย
       อย่างไรก็ดียังมีข้อยกเว้นให้บุคคล ๗ ประเภทที่ไม่ไปเข้าการตรวจเลือกแล้ว ไม่ถือว่าหลีกเลี่ยงขัดขืน คือ
       ๑. ข้าราชการที่ได้รับคำสั่งของผู้บังคับบัญชาโดยปัจจุบันทันด่วนให้ไปราชการอันสำคัญยิ่งซึ่งหมายถึงราชการภายในประเทศซึ่งมีความสำคัญมาก นอกจากนั้นอาจเป็นข้าราชการซึ่งต้องไปราชการต่างประเทศโดยคำสั่งของเจ้ากระทรวง บุคคลประเภทนี้ที่ไม่ไปเข้ารับการตรวจเลือกต้องได้รับการผ่อนผันจากกระทรวงมหาดไทยเฉพาะคราว
       ๒. นักเรียนที่ออกไปศึกษาวิชา  ณ  ต่างประเทศซึ่งต้องเข้าลักษณะตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ ๑๐ ดังนี้ คือ
        (๑) ต้องเป็นนักเรียนซึ่งออกไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ โดยอยู่ในความปกครอง ทั้งฝ่ายวิชาการและความประพฤติของผู้ดูแลนักเรียนไทยของรัฐบาลไทยสำหรับประเทศนั้น ๆ ซึ่งโดยปกติ ก.พ. เป็นเจ้าหน้าที่ในเรื่องนี้  วิธีการขอผ่อนผัน ก.พ. จะแจ้งต่อกระทรวงมหาดไทย เมื่อกระทรวงมหาดไทยเห็นว่าควรผ่อนผันให้ก็จะแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอันเป็นภูมิลำเนาทหาร  ของผู้นั้นดำเนินการผ่อนผันให้ต่อไป
        (๒) ถ้าไม่ใช่นักเรียนตาม (๑) ก็อาจเป็นนักเรียนซึ่งออกไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ โดยทุนส่วนตัวและไม่อยู่ในความดูแลของผู้ดูแลนักเรียนไทยในต่างประเทศ การขอผ่อนผันตาม (๒) นี้ต้อง ขอผ่อนผันจากทางอำเภอภูมิลำเนาทหารพร้อมด้วยหลักฐานดังนี้
   (๒.๑) หนังสือรับรองของสำนักศึกษา(ระบุว่าไปศึกษาวิชาอะไร หลักสูตรกี่ปีให้แปลเป็นภาษาไทยกำกับ ลงชื่อตำแหน่งด้วย)
   (๒.๒) หนังสือรับรองของสถานทูตหรือ สถานทูต
   (๒.๓) สำเนาใบสำคัญ (แบบ สด.๙)
   (๒.๔) หมายเรียก ฯ (แบบ สด.๓๕) ถ้ามี
   (๒.๕) สำเนาทะเบียนบ้าน
   จากนั้นนายอำเภอจะดำเนินเรื่องต่อไปจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้สั่งผ่อนผันให้ (คำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ ๙๔๐/๒๕๑๗ ลง ๓ ธ.ค. ๒๕๑๗ )
      ๓. เป็นข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ราชการหรือโรงงานซึ่งผลิตสิ่งอุปกรณ์ในการรบหรือการสงครามและอยู่ในความควบคุมของกระทรวงกลาโหมคำว่าอยู่ในความควบคุมของกระทรวงกลาโหมนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมโดยตรงก็ได้ เช่น อาจเป็นโรงงานถลุงเหล็กของ    เอกชนถ้าไม่เกิดสงครามเจ้าของก็คงดำเนินกิจการของตนไปโดยเอกเทศ แต่ถ้าเกิดสงครามกระทรวงกลาโหมอาจเข้าควบคุมให้ผลิตเหล็กให้กับทางราชการทหารเพื่อใช้ทำอาวุธอย่างนี้ก็ขอผ่อนผันให้คนงานนั้นได้และกระทรวงกลาโหมต้องแจ้งต่อกระทรวงมหาดไทยให้สั่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูมิลำเนาทหารของผู้นั้นดำเนินการผ่อนผันให้
      ๔. เป็นบุคคลซึ่งกำลังปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยทหารในราชการสนาม เช่น เมื่อสงครามครั้งก่อน ๆ ทางราชการได้เกณฑ์รถยนต์บรรทุกของเอกชนไปใช้ในราชการทหารพร้อมทั้งคนขับรถด้วย คนขับรถก็ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลซึ่งกำลังปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยทหารในราชการสนามอยู่แล้ว ก็ขอผ่อนผันได้ โดยกระทรวงกลาโหมต้องแจ้งต่อกระทรวงมหาดไทยให้ดำเนินการต่อไป
       ๕. เกิดเหตุสุดวิสัย ซึ่งเป็นคำกว้าง แล้วแต่ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยปกติเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยแม้จะได้ระมัดระวังแล้วก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ทหารกองเกินเดินทางไปเข้ารับการ   ตรวจเลือกแต่รถคว่ำหรือเรือล่มเสียกลางทางไปเข้ารับการตรวจเลือกไม่ได้ อย่างนี้ก็ไม่ถือว่าหลีกเลี่ยง  ขัดขืน แต่การที่จะทราบว่าเป็นเหตุสุดวิสัยนั้นจะทราบได้ต่อเมื่อได้ทำการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีการผ่อนผันล่วงหน้าสำหรับกรณีนี้
       ๖. ไปเข้าตรวจเลือกที่อื่น ซึ่งต้องเข้าลักษณะไม่สามารถส่งเข้ารับการตรวจเลือกในอำเภอท้องที่นั้นได้       ๗. ป่วยไม่สามารถจะไปเข้ารับการตรวจเลือกได้ ซึ่งหมายถึงการเจ็บป่วยจนไม่สามารถเดินทางไปเข้ารับการตรวจเลือกได้ ไม่ใช่ว่าเจ็บท้องปวดหัวเล็ก ๆ น้อย ๆ พอไปได้แต่ไม่ไป การป่วยนี้จะป่วย   เป็นอะไรก็ได้เช่นเป็นไข้หนักลุกไม่ขึ้นหรือขาหักเดินไม่ได้ แต่การเจ็บป่วยที่จะไม่เป็นการหลีกเลี่ยงขัดขืนนั้นจะต้องมีผู้บรรลุนิติภาวะแล้วและพอจะเชื่อถือได้ไปแจ้งต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันทำการตรวจเลือกด้วย และเมื่อเสร็จการตรวจเลือกแล้ว นายอำเภอจะทำการสอบสวนอีกครั้งหนึ่งว่าป่วยจนไม่สามารถไปเข้ารับการตรวจเลือกได้จริงหรือไม่ ถ้าจริงก็ไม่เป็นการหลีกเลี่ยงขัดขืน
       ข้อที่ควรสังเกตก็คือ  การเจ็บป่วยนี้ถ้าตัวผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว เช่น ป่วยมากจนไม่ได้สติ ไม่ได้จัดคนไปแจ้งต่อคณะกรรมการตรวจเลือกในวันตรวจเลือกหรือหาคนไปแจ้งแทนไม่ได้เพราะไม่มีใครรับธุระให้อย่างนี้ก็อาจเข้าลักษณะเป็นเหตุสุดวิสัยตาม (๕) ได้)
   ทั้งนี้ยังมีการผ่อนผันในขั้นสุดท้าย ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ว่าเมื่อได้คัดคนที่ยกเว้นด้วยเหตุต่าง ๆ ออกแล้วยังมีจำนวนคนที่จะส่งเข้ากองประจำการได้พอจึงจะผ่อนผันให้บุคคลตามมาตรานี้ แต่ถ้าแม้ว่าในการตรวจเลือกคราวนั้นจะไม่มีคนยกเว้นที่ต้องคัดออกเลย ถ้าคนธรรมดามีพอส่งเข้ากองประจำการแล้ว ก็คงผ่อนผันให้บุคคลตามมาตรานี้  ดังนี้ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ว่ามีคนพอส่งเข้ากองประจำการตามมาตรา ๒๘   หรือไม่
       บุคคลที่จะได้รับการผ่อนผันตามมาตรา ๒๙ นี้มีอยู่ ๓ ประเภท คือ
       ๑. เป็นบุคคลที่จำเป็นต้องหาเลี้ยงบิดาหรือมารดา หรือทั้งบิดาและมารดาในเมื่อ
       ก. บิดาหรือมารดา หรือทั้งบิดาและมารดาเป็นคนไร้ความสามารถ คือเป็นคนวิกลจริต ซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ แต่อย่างไรก็ดีถ้าเป็นเพียงคนวิกลจริตซึ่งศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถและบุตรต้องเลี้ยงดูแล้วเข้าใจว่าจะอนุโลมเข้าในข้อนี้ได้ เพราะความมุ่งหมายของมาตรานี้คือ ต้องการปล่อยให้บุตรได้เลี้ยงดูบิดามารดาไม่ให้อดตาย หรือ
       ข. บิดาหรือมารดา หรือทั้งบิดาและมารดา พิการทุพพลภาพ หรือ
       ค. บิดาหรือมารดาหรือทั้งบิดาและมารดาชราจนหาเลี้ยงชีพไม่ได้ ซึ่งในข้อนี้กฎหมาย  ไม่ได้กำหนดเกณฑ์ชราไว้ว่ามีอายุเท่าใด เพราะสุขภาพของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนมีอายุถึง ๘๐ ปี แต่ยังแข็งแรง แต่บางคนอายุเพียง ๕๐ ปี หรือ ๖๐ ปี อาจจะอ่อนแอทำงานไม่ไหว กฎหมายจึงใช้คำ  กลาง ๆ ว่าชราจนหาเลี้ยงชีพไม่ได้เป็นเกณฑ์พิจารณา
        หลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้การผ่อนผันต้องประกอบด้วย
       (๑) เป็นบุคคลที่จำเป็นต้องหาเลี้ยงบิดาหรือมารดาหรือทั้งบิดาและมารดา ถ้าไม่ได้เป็นคนหาเลี้ยงก็ไม่ได้รับการผ่อนผัน มักจะมีปรากฏเสมอ ๆ ว่า พ่อแม่ยากจน ลูกก็ไม่แยแส ต้องอาศัยผู้อื่นยังชีพ แต่พอลูกจะถูกทหารก็สงสารลูก ยอมรับสมอ้างว่าลูกเป็นผู้เลี้ยงดูอย่างนี้ก็มีนอกจากนั้นยังต้องพิจารณาถึงว่าจำเป็นต้องหาเลี้ยงบิดามารดาหรือไม่ เช่นบิดามารดามีฐานะมั่งคั่งอยู่แล้วแม้ไม่ได้ประกอบอาชีพอะไรบุตรก็ไม่จำเป็นต้องหาเลี้ยงตรงกันข้ามบิดามารดากลับยังต้องเลี้ยงบุตรอยู่อีกอย่างนี้ก็ไม่ได้รับการผ่อนผันอีกประการหนึ่ง มักจะมีกรณีว่าบิดามารดาประกอบอาชีพมีหลักฐานมั่นคงและบุตรต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการประกอบอาชีพนั้น ถ้าบุตรต้องถูกทหารจะไม่มีผู้ใดทำแทน กรณีอย่างนี้บิดามารดาอาจจ้างผู้อื่นทำแทนได้ จึงขอผ่อนผันไม่ได้
       (๒) ต้องไม่มีผู้อื่นเลี้ยงดูแทน เช่นยังมีทั้งบิดามารดา บิดาหาเลี้ยงชีพไม่ได้แต่มารดายัง  แข็งแรงและหาเลี้ยงชีพอยู่แล้วก็ขอผ่อนผันไม่ได้ และจะอ้างว่ามารดาประกอบอาชีพคนเดียวจะทำให้รายได้ลดน้อยลงอย่างนี้ไม่ได้ หรือถ้ามีแต่บิดาหรือมารดาหรือทั้งบิดาและมารดาประกอบอาชีพไม่ได้ทั้งสองคนแต่ยังมีภริยาของผู้จะขอผ่อนผันประกอบอาชีพเลี้ยงดูได้ก็ขอผ่อนผันไม่ได้ คำว่าไม่มีผู้อื่นเลี้ยงดูไม่ได้เจาะจงเฉพาะญาติพี่น้องเท่านั้น จะเป็นใครก็ได้ที่เขารับเลี้ยงดูแทนได้ก็จะขอผ่อนผันไม่ได้
       อาจมีกรณีที่บุตรต้องเข้ารับการตรวจเลือกพร้อมกัน เช่นเป็นบุตรฝาแฝด หรือคนพี่เคย ได้รับการผ่อนผันมาแล้วจนคนน้องถึงกำหนดต้องเข้ารับการตรวจเลือกอีก ในกรณีอย่างนี้กฎหมายยอมผ่อนผันให้เพียงคนเดียวตามแต่บิดามารดาจะเลือก จะขอผ่อนผันทั้งหมดไม่ได้ แต่ถ้าบิดามารดาไม่สามารถจะเลือกได้ด้วยเหตุใด ๆ ก็ดี คณะกรรมการตรวจเลือกจะเป็นผู้พิจารณาเลือกผ่อนผันให้ ๑ คน ซึ่งคณะกรรมการตรวจเลือกก็คงจะถือหลักว่าผู้ใดเป็นคนที่เลี้ยงบิดามารดาได้ดีกว่ากัน
       การขอผ่อนผันตามข้อ ๑ นี้ ผู้ร้องต้องขอผ่อนผันต่อนายอำเภอท้องที่ก่อนวันตรวจเลือกไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน นายอำเภอจะทำการสอบสวนข้อเท็จจริงไว้เป็นหลักฐาน และเมื่อถึงวันตรวจเลือก  ต้องร้องต่อคณะกรรมการตรวจเลือกอีกครั้งหนึ่งจึงจะได้รับสิทธิผ่อนผัน
       ๒. เป็นบุคคลที่จำเป็นต้องหาเลี้ยง
       ก. บุตรซึ่งมารดาตาย หรือมารดาไร้ความสามารถหรือมารดาพิการทุพพลภาพ (มารดาในที่นี้คือภริยาของผู้ขอผ่อนผัน) หรือ
       ข. พี่หรือน้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือร่วมแต่มารดาซึ่งมารดาตาย
       
   หลักเกณฑ์ในการพิจารณาให้การผ่อนผันประกอบด้วย
       (๑) บุตรหรือพี่หรือน้องนั้นหาเลี้ยงชีพด้วยตนเองไม่ได้ ซึ่งอาจเป็นด้วยอายุยังน้อยหรือ ไร้ความสามารถหรือพิการทุพพลภาพอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้
      (๒) ไม่มีผู้อื่นเลี้ยงดูแทน โดยมีความหมายเช่นเดียวกับข้อ  ๑ ทุกประการ
       การขอผ่อนผันตามข้อ ๒ นี้ ต้องดำเนินการและปฏิบัติเช่นเดียวกับข้อ ๑ ทุกประการ
       ๓. เป็นบุคคลที่อยู่ในระหว่างการศึกษาตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ ๗๓ (พ.ศ.๒๕๓๖) ซึ่งแบ่งบุคคลที่อยู่ในระหว่างการศึกษาออกเป็น ๓ ประเภทคือ
       ก. นิสิตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งของรัฐและของเอกชน ตามที่กำหนดไว้ใน      กฎกระทรวงฉบับที่ ๗๓ (พ.ศ.๒๕๓๖) ซึ่งจะผ่อนผันให้เพียงการศึกษาชั้นปริญญาโทหรือเทียบเท่าชั้นปริญญาโทเท่านั้น ผู้ที่ศึกษาในชั้นปริญญาเอกไม่ได้รับการผ่อนผัน และการผ่อนผันนี้ยอมให้เพียงอายุครบ ๒๖ ปีบริบูรณ์ ถ้าอายุเกินกว่านี้แม้ยังกำลังศึกษาอยู่ก็ไม่ได้รับการผ่อนผัน (เว้นแต่นิสิตหรือนักศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ผ่อนผันให้ในระหว่างที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลหรือสถาบันทางแพทย์เพื่อขึ้นทะเบียน และรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรมอีก ๑ ปี)
       ข. นักเรียนหรือนักศึกษาโรงเรียนอาชีพหรือวิทยาลัย สังกัดหรืออยู่ในความควบคุมของกระทรวง ทบวง หรือองค์การของรัฐ ตามที่กำหนดรายชื่อสำนักศึกษาไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ ๗๓ (พ.ศ.๒๕๓๖) แล้ว ซึ่งจะผ่อนผันให้เฉพาะผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างศึกษาเพื่อรับประกาศนียบัตรหรือปริญญาตรี หรือ วิทยฐานะซึ่งทางราชการรับรองว่าเทียบได้ไม่สูงกว่าปริญญาตรี และผ่อนผันให้จนถึงอายุครบ ๒๖  ปีบริบูรณ์ 
       ค. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของสถานศึกษาที่อยู่ในสังกัดหรือในความควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัย โดยให้ได้รับการผ่อนผันจนสำเร็จระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย นักเรียนประเภทนี้ผ่อนผันให้เพียงอายุครบ ๒๒ ปีบริบูรณ์ถ้ายังไม่สำเร็จก็ไม่ได้รับการผ่อนผันต่อไป
       การขอผ่อนผันแก่บุคคลที่อยู่ในระหว่างการศึกษาทั้ง ๓ ประเภทนี้ แยกได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ
       ๑. ให้เป็นหน้าที่ของ มหาวิทยาลัย สถาบัน โรงพยาบาล   หรือวิทยาลัยของรัฐ กรมหรือ      ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเทียบเท่ากรม หรือองค์การของรัฐ แล้วแต่กรณี ส่งรายชื่อบุคคลที่จะได้รับการผ่อนผัน ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งผู้นั้นมีภูมิลำเนาทหารอยู่ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีที่จะต้องรับการตรวจเลือก
       ๒. ให้เป็นหน้าที่ของ มหาวิทยาลัย สถาบัน และวิทยาลัย แล้วแต่กรณี ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย ว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ส่งรายชื่อบุคคลที่จะได้รับการผ่อนผัน ต่อทบวงมหาวิทยาลัย และให้ทบวงมหาวิทยาลัย ส่งรายชื่อบุคคลดังกล่าวไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งผู้นั้นมีภูมิลำเนาทหารอยู่ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ของปีที่จะต้องตรวจเลือกเข้ากองประจำการ
      ดังนั้น ประเด็นจากข้อเท็จจริงของคุณ สฝคป เรียนแนะนำ ได้ดังนี้
                          ๑) บุตรชายคุณเกิดปีพ.ศ.๒๕๔๒ อายุ ๑๙ ปี อายุครบ ๑๗ ปีบริบูรณ์ ย่างเข้า ๑๘ ปี ในปีพ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งต้องลงบัญชีทหารกองเกินภายในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ หากยังมิได้ลงบัญชีทหารกองเกินที่อำเภอพร้อมกับคนชั้นปีเดียวกันเพราะเหตุใด ๆ ก็ดี เมื่ออายุยังไม่ถึงสี่สิบหกปีบริบูรณ์ให้ไปแสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกิน ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สามารถจะปฏิบัติได้ แต่จะให้ผู้อื่นแจ้งแทนไม่ได้ต้องไปด้วยตนเองเท่านั้น ตามมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ.๒๙๔๗
   ๒) โดยหลักแล้ว บุตรชายของคุณเป็นบุคคลที่บิดายังมีชีวิตอยู่ แม้คุณได้หย่าขาดกับสามีแล้ว บุตรชายอยู่กับคุณก็ยังต้องไปลงบัญชีทหารกองเกิน    ณ   อำเภอท้องที่ที่บิดามีภูมิลำเนาอยู่
             ๓) เมื่อได้ลงบัญชีทหารกองเกินแล้ว สามารถทำเรื่องขอผ่อนผันได้ดังนี้ การผ่อนผันการเกณฑ์ทหารภายหลังจากที่ได้แสดงตนลงบัญชีทหารกองเกินกรณีอยู่ระหว่างศึกษาแบ่งออกเป็น ๒ กรณี คือ 
                    (๑) ต้องเป็นนักเรียนซึ่งออกไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ โดยอยู่ในความปกครอง ทั้งฝ่ายวิชาการและความประพฤติของผู้ดูแลนักเรียนไทยของรัฐบาลไทยสำหรับประเทศนั้น ๆ ซึ่งโดยปกติ ก.พ. เป็นเจ้าหน้าที่ในเรื่องนี้  วิธีการขอผ่อนผัน ก.พ. จะแจ้งต่อกระทรวงมหาดไทย เมื่อกระทรวงมหาดไทยเห็นว่าควรผ่อนผันให้ก็จะแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอันเป็นภูมิลำเนาทหาร  ของผู้นั้นดำเนินการผ่อนผันให้ต่อไป
                  (๒) ถ้าไม่ใช่นักเรียนตาม (๑) ก็อาจเป็นนักเรียนซึ่งออกไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ โดยทุนส่วนตัวและไม่อยู่ในความดูแลของผู้ดูแลนักเรียนไทยในต่างประเทศ การขอผ่อนผันตาม (๒) นี้ต้อง ขอผ่อนผันจากทางอำเภอภูมิลำเนาทหารพร้อมด้วยหลักฐานดังนี้
          หนังสือรับรองของสำนักศึกษา(ระบุว่าไปศึกษาวิชาอะไร หลักสูตรกี่ปีให้แปลเป็นภาษาไทยกำกับ ลงชื่อตำแหน่งด้วย)
      - หนังสือรับรองของสถานทูตหรือ สถานทูต
         - สำเนาใบสำคัญ (แบบ สด.๙)
         - หมายเรียก ฯ (แบบ สด.๓๕) ถ้ามี
         - สำเนาทะเบียนบ้าน
จากนั้นนายอำเภอจะดำเนินเรื่องต่อไปจนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้สั่งผ่อนผันให้ และจะออกเป็นหนังสือผ่อนผันการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหาร (แบบ สด.๔๑) ให้ไว้เป็นหลักฐานโดยมีเงื่อนไขว่า “ถ้าต้องออกจากการศึกษา กลับจากต่างประเทศ มาถึงประเทศไทยก่อนกำหนด การผ่อนผันเป็นอันยุติ” กรณีนี้เจ้าตัวจะต้องแจ้งด้วยตนเองต่อนายอำเภอภูมิลำเนาทหารและถ้าอายุยังไม่ถึง ๓๐ ปีบริบูรณ์จะต้องเข้ารับการตรวจเลือกด้วย
   ที่มา : www.sussadee.com/sassadee/2497.doc โดยกองวิชาการสัสดี ส่วนการศึกษา โรงเรียนการกำลังสำรอง ศูนย์การกำลังสำรอง

สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองสิทธิประชาชนระหว่างประเทศ